การที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยอมปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดจากตันละ 15,000 บาท เหลือ 12,000 บาท เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพรัฐบาลยิ่งนัก สะท้อนว่ารัฐบาลขาดความรอบคอบหลายด้าน นับตั้งแต่โยนเรื่องจำนำข้าวออกมาเป็นนโยบายหาเสียง มีหลายคนก็เคยบอกในตอนนั้นแล้วว่า อย่าฝืนความจริงเพียงเพื่อต้องการเอาชนะเลือกตั้งเท่านั้น แม้เสียงส่วนใหญ่ที่อาจจะเลือกตั้งเข้ามาได้จัดตั้งเป็นรัฐบาลก็จริง แต่ชาวนาก็ไม่ได้รู้เรื่องกำไรขาดทุน ภาระการเป็นหนี้ทางการเงินการคลังของรัฐบาลด้วยก็ตาม จึงไม่ควร “ประกัน” (จำนำ)ราคาไว้สูงเกินไป จนสุดท้ายรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้องยอมเสียหน้า กลืนน้ำลายตัวเอง และอาจต้องยอมสูญเสียคะแนนความนิยมที่จะส่งผลกระทบถึงการเลือกตั้งในคราวหน้าอีกด้วย นี่คือการขว้างงูไม่พ้นคอตัวเอง หรือไม่รอบคอบพอ ถึงจะปรับลดราคาจำนำข้าวลงมาแล้ว เรื่องนี้ก็ยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะถึงอย่างไรต่อให้ลดราคารับจำนำข้าวเปลือกลงเหลือ 12,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบเป็นราคาข้าวที่ส่งออกเทียบกับราคาตลาดโลกที่แข่งขันกัน ราคา 12,000 บาทนี้ก็ยัง “แพงกว่า” ของผู้ผลิตรายอื่นอยู่อีก ถ้าหากจะให้แข่งขันกับผู้ผลิตหรือประเทศที่ทำตัวเป็นผู้ค้าได้ (เช่น สิงคโปร์) ราคาที่รับซื้อจากชาวนาควรจะลดต่ำลงมาอีก (เราซื้ออยู่ที่ 470 – 490 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 14,700 บาทต่อตัน) เช่น อินโดนีเซีย ราคาขายข้าวต่ำกว่าไทยอยู่ 100 – 170 ดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามต่ำกว่า 160 ดอลลาร์สหรัฐ หรืออินเดียต่ำกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น เรื่องจะให้มีผลกระทบลามไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน้องสาว คุณทักษิณย่อมไม่ยอมให้เจ็บอย่างแน่นอน ทั้งการระบายข้าวออกรอบใหม่นี้ รัฐบาลจะมีการขายออกกันอย่างอุตลุด ถูกแพงเท่าไรไม่เป็นไร ขอให้ได้ขาย เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่องให้กับ ธกส. เพื่อไปอ้างกับชาวนาได้ว่าได้ขายออกไป เพื่อให้ได้คะแนนนิยมจากชาวนาและเกษตรกรกลับคืนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยขณะนี้จึงเปรียบเสมือนป้อมปราการที่ สส.พรรคเพื่อไทยต้องรักษาฐานที่มั่นไว้ให้ได้ ต้องไม่ให้เกิดมี “ม้อบชาวนา” ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตอนนี้ทั้งคุณทักษิณและ สส.ของเขาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความหมายก็คือ รัฐบาลไม่ได้ทำผิดอะไร เพียงแต่รัฐบาลทำผิดไปจากที่พรรคประชาธิปัตย์คิดไว้เท่านั้นเอง จึงถูกโจมตี หรือบ้างก็อ้างไปถึงว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์จึงทำให้รัฐบาลต้องลดราคาจำนำข้าว หรือสำทับไปอีกนิดว่า เพราะราคาข้าวในตลาดโลกเขาขายถูกกว่าเรา แต่ไม่ได้บอกชาวนาคือต้นเหตุว่า แท้ที่จริง เพราะรัฐบาลซื้อ (จำนำ) เข้ามาแพงกว่าประเทศอื่นๆ ก็ด้วยนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล และ เมื่อรัฐบาลทำขาดทุนข้าว ก็ต้อง “เอาเงินมาอุดเงิน” ซึ่งแตกต่างจากการทำกำไร ที่เขา “เอาเงินมาต่อเงิน” เมื่อยอมเจ็บจากบาดแผลที่กลายมาเป็นหนองรอวันปะทุ ต้องพึ่งมีดหมอรักษา และต้องใช้เงินมหาศาลในฤดุกาลเลือกตั้งรอบใหม่ จะนำ "กระสุน" มาจากที่ใดเป็นมิได้ นอกจากการเปลี่ยนจาก "ทุนน้ำ" มาเป็น "กระสุนดินดำ" หริอเงินทุนจากโกงข้าวก็เอามาแปรเป็น "กระสุน" เพื่อยิง สส.เข้าเป้ารอบใหม่ได้ กลไกการตรวจสอบ เปิดโปงเรื่อง “นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลขาดทุน” เริ่มตั้งแต่ 1. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก รวมทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเปิดเกมเรื่องนี้ในสภาฯ มาก่อน แล้วยังกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังมาจนถึงวันนี้ ยังวางมือเรื่องนี้ไม่ได้ ที่จะต้องพิสูจน์ว่ารัฐบาลและโครงข่ายโกงจำนำข้าว และ ไอ้โม่งคนนั้นตามที่ นพ.วรงค์ ตั้งสมมุติฐานไว้นั้นเป็นเครือข่ายเดียวกันกับคนในรัฐบาล 2. สื่อมวลชน ซึ่งได้ทำหน้าที่อย่างดีแล้ว แต่ก็ยังต้องทำดีต่อไป ผู้สื่อข่าวยังต้องทำการบ้านหนักและติดตามการทำงานของรัฐมนตรีในเรื่องจำนำข้าว รวมถึงนโยบายอื่นๆ ด้วย 3. ประชาชนในยุคสมัยเทคโนโลยีสารสนเทศ การรวมตัวกันติดตามตรวจสอบข้อมูลการทำงานของรัฐบาล การเผยแพร่หรือแบ่งปันข้อมูลให้แก่กัน รวมทั้งการแสวงหาทางออกที่เหมาะสมให้แก่สังคม ยังมีส่วนที่ขาดหายไปคือบทบาทของนักวิชาการ เช่น นักวิชาการในสถาบันต่างๆ ครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลนับวันจะยิ่งมีจำนวนที่ลดน้อยลง และยังขาดการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างจริงจัง รัฐบาลจะ “แก้กรรม” เรื่องจำนำข้าว สำเร็จลงได้หรือไม่ มีอยู่ 3 – 4 ปัจจัยตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของบ้านเรา ตามที่กล่าวข้างต้นเท่านั้นที่จะเป็น “อุปสรรค” การแก้กรรมของรัฐบาล ข้าว เป็นอาหารหลักในการยังชีพของประชาชนชาวไทย แต่นโยบายการจำนำข้าวมิใช่อาหารยังชีพของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์
............................
|
วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556
รัฐบาลต้องแก้กรรม ..นโยบายจำนำข้าว
ไทย-แขก-จีน-ฝรั่ง-พม่า-ลาว-กัมพูชา-โรฮิงญา ความหลากหลายทางชาติพันธุ์
ที่โรงพยาบาล คนไข้ที่เรายังไม่ทราบชื่อ-สกุลที่เจ็บป่วยมา เรามักตั้งชื่อเรียกเขาขึ้นมาชื่อๆ หนึ่ง โดยเรียกว่า “ชายไทยไม่ทราบชื่อ” หรือ “หญิงไทยไม่ทราบชื่อ” เพราะทุกคนที่เจ็บป่วยและยังไม่ทราบสัญชาติที่แน่ชัดนั้น เรามักจะยก “สัญชาติไทย” ให้เขาได้ทั้งหมด กรณีนี้ไม่เว้นแม้แต่คนต่างด้าว หรือต่างสัญชาติที่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏก็ตาม เราจะไม่สันนิษฐานทึกทักเอาเองว่า คนไข้คนนั้นเป็นคนสัญชาติพม่า กัมพูชา ลาว หรืออะไรก็ตาม
ราวกับว่า ประเทศไทยเราเป็นชาติที่ไม่ขี้เหนียวเรื่องสัญชาติ ใครมาอยู่เมืองไทยเป็นได้สัญชาติไทยไปทั้งหมด เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที
ภาพ "เรือมนุษย์" ในสมัยสงครามเวียดนาม
สัญชาติ (Nationality) หมายถึง การเป็นสมาชิกหรือประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งตามกฎหมาย แม้ลักษณะของบุคคลทางชีวภาพและวัฒนธรรมอาจจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ผู้ที่เกิดในประเทศใดก็จะได้สัญชาติของประเทศนั้น ผู้ที่ถือสัญชาติของประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็จะเป็นประชาชนประเทศนั้น ๆ ด้วย และสัญชาติเป็นสิ่งที่โอนย้ายกันได้ตามกฎหมาย
เชื้อชาติ (Race) หมายถึง ลักษณะเฉพาะทางชีวภาพของคนซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากลักษณะรูปพรรณ สีผิว เส้นผม และนัยน์ตา คนที่อยู่ภายใต้บริบทของวัฒนธรรมชาติใดก็ตาม เราเรียกว่า ชาติพันธุ์ (Ethnicity) ซึ่งมีความเชื่อตามประเพณีวัฒนธรรมเฉพาะของตนอีกมากมาย
ทั้งนี้ ผู้ที่มีเชื้อชาติเดียวกันมักจะมีความรู้สึกผูกพันกันทางสายเลือดและทางวัฒนธรรม ถ้ายิ่งนับถือศาสนาเดียวกันก็จะรู้สึกผูกพันกันยิ่งขึ้น เช่น คนไทยเชื้อสายจีน มักมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะสืบเชื้อสายมาจากต่างพ่อต่างแม่กันก็ตาม แต่ก็เหมือนเป็นคนที่มีเชื่อชาติหรือสืบเผ่าพงศ์พันธุ์ต่อมาจากชาวจีนหรือจากประเทศจีน หรือแม้แต่มีเพียงบรรพบุรุษเป็นชาวจีนที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็มีความรู้สึกว่าเป็น “คนไทยเชื้อสายจีน” กันทั้งหมด
คนไทยเชื้อสายอื่นก็เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ก็ตาม แต่ “คนไทยเชื้อสายจีน” ดูจะมีความโดดเด่นในเรื่องวัฒนธรรมของตนเองชัดเจนมากที่สุดอีกเชื้อชาติหนึ่ง
โดยเฉพาะช่วง "เทศกาลตรุษจีน" จะเห็นว่ามีคนไทยเชื้อสายจีนออกมาปฏิบัติตามประเพณีไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษกันอย่างมากมาย จนน่าใจหายว่า คนไทยที่แท้จริงหายไปอยู่ไหนกันหมด
(ภาพ "ไทเกอร์ วู้ดส์" ก็เป็น อีกตัวอย่างหนึ่งของความหลากหลายทางเชื้อชาติ)
ความหลากหลายทางเชื้อชาติ (multiracial) ดูจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีคนย้ายเข้าย้ายออกประเทศต่างๆ ได้ง่ายกันเต็มไปหมด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการโอนไปเป็นคนสัญชาติอื่นไปแล้ว แต่ตัวตนและบรรพบุรุษก็ยังคงเป็นคนเชื้อชาติเดิม เพียงแต่อาจจะมีรูปพรรณ สีผิว ฯลฯ เปลี่ยนแปลงไปบ้างในรุ่นต่อๆ ไป
ในประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งยอมรับและประกาศตนว่า เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เนื่องจากมีผู้คนจากหลายเชื้อชาติมารวมกัน ทั้งอาฟริกา เอเชีย ยุโรป มีทั้งคนผิวสีดำ คนผิวสีเหลือง คนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งแตกต่างและปะปนกันอยู่ทั่วไปในประเทศและก็ถือสัญชาติเดียวกัน
ความเป็นคนต่างเชื้อชาตินี้เอง บ่อยครั้งทีเป็นปัญหา ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ จากเพียงแค่ “น้ำผึ้งหยดเดียว”แท้ๆ ไปจนถึงปัญหาใหญ่ๆ เพียงเค่คนในชาตินั้นเองก็รู้ได้ว่าคนไหนเป็นคนเชื้อสายใด ซึ่งดูได้จากลักษณะของรูปพรรณ สีผิว สีผมนั้นเอง แต่ถ้ายิ่งให้มีการระบุให้ชัดเจนลงไปในเอกสารทางราชการด้วยแล้วก็ยิ่งอาจนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากต่อไปอีก อย่างกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดที่มีหนุ่มแฝดคู่หนึ่งที่ในเอกสารนั้นระบุสีผิวแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่เกิดมาเป็นคู่แฝดจากไข่ใบเดียววัน และอีกหลายกรณีที่เป็นปัญหาระดับชาติ เพียงเพราะความคิดว่าตนเองฉลาด (กว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง)
หลายประเทศจึงไม่ระบุเชื้อชาติไว้ในบัตรประจำประชาชน เพราะอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติต่อกันได้ ในประเทศไทยเราก็ไม่ระบุเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ ระบุแต่เพียงสัญชาติไว้ในเอกสารทางราชการ
มีบางประเทศที่ประชาชนในประเทศนั้นไม่ยอมรับในความหลากหลายทางเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ก็เกิดการฆ่า การฆาตกรรม ตัดหัวเสียบประจาน หรือข่มขืน ปล้นชิงทรัพย์กัน จนทำให้สังคมโลกไม่ยอมรับกับความใจแคบของคนในประเทศนั้น นอกจากทำให้คนต่างชาติพันธุ์จะยอมอพยพโยกย้ายถิ่นฐานออกไปแล้ว ยังไม่มีคนต่างถิ่นกล้าเข้าไปคบค้าสมาคมอีกด้วย
นี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมการยอมรับในความหลากหลายทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์นั้นจึงมีความสำคัญ แต่การยอมรับนั้นก็ต้องมีการ “ขีดเส้น” กำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างเอาไว้บ้าง เพราะไม่เช่นนั้น ก็อาจมีประเทศที่ไม่ยอมรับความหลากหลายทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์ในประเทศตนนั้นเองที่ผลักดันประชาชนออกนอกประเทศอยู่เรื่อยๆ ทำให้พวกเขากลายเป็น “คนไร้สัญชาติ” ไป
เช่น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีปัญหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวจีนในบางเกาะของประเทศอินโดนีเซีย ปัญหาการอพยพของชาวโรฮิงญาในประเทศพม่า ฯลฯ
หากเรามองเห็นปัญหาการรังเกียจเดียดฉันท์เรื่องเชื้อชาติในต่างแดนเช่นนี้แล้ว จะเห็นว่าปัญหาเรื่องเชื้อชาติในประเทศไทยของเรา “เล็กลงถนัดตา” เลยทีเดียว จึงขอภาวนาอย่าให้เกิดปัญหาเดียวกันนี้ที่ประเทศไทยเราเลย
ท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนแผ่นดินไทย ผู้เขียนขอยืมคำนี้มาจากพี่น้องเชื้อสายจีนมากล่าวกับทุกๆ ท่านครับ
“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้"
...................................
วัฒนธรรมการใช้ผ้าในวิถีชีวิตของชาวใต้ตั้งแต่สมัยโบราณ
(ภาพ การแต่งกายในสมัยศรีวิชัย)
(ภาพ การแต่งกายไปงานแห่ "มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ" วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปี ๒๕๕๖)
ผ้ามีความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม ผ้ายังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงฐานะของผู้คนในสังคม ประการสำคัญคือ ผ้าได้ถูกใช้ประโยชน์แตกต่างกันไปตามความเชื่อและประเพณีของผู้คนในแต่ละชนเผ่า
วัฒนธรรมการใช้ผ้าในวิถีชีวิตของชาวใต้จำแนกได้ตามกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ ๓ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน ทั้ง ๓ กลุ่มนี้ต่างก็มีจุดมุ่งหมายการใช้ผ้าทั้งในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าในที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ และผ้าที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นในชีวิตประจำวันอีกด้วย
ในที่นี้จะกล่าวถึงผ้าในวิถีชีวิตของชาวไทยพุทธทางภาคใต้ของประเทศไทยก่อน เนื่องจากเป็นคนกลุ่มใหญ่ของภูมิภาคนี้ (ส่วนกลุ่มชนอื่นๆ ผู้เขียนจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป)
ชาวไทยพุทธทางภาคใต้ของไทยมีการแต่งกายที่คล้ายคลึงกับชาวไทยในภาคกลางมาตั้งแต่โบราณจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คือ ผู้ชายและหญิงมักนุ่งผ้าโจงกระเบน หากเป็นชนชั้นสูงระดับเจ้าเมือง ข้าราชการ พ่อค้า คหบดีก็ใช้ผ้าทอยกดอก ผ้าไหมพื้น ผ้าไหมยกดอก ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าปูม ผ้าสมปัก ผ้าม่วง โดยการใช้ผ้าเหล่านี้จะบ่งบอกถึงฐานะศักดิ์ของตนเองอีกด้วย แต่ผ้านุ่งยกทองจะนุ่งได้ก็เฉพาะเจ้านายและขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงเท่านั้น ส่วนผ้าที่ซื้อหากันที่เป็นผ้ามาจากต่างประเทศ ได้แก่ ผ้าลายอย่าง ผ้าลายนอกอย่าง ผ้าแพร โดยเฉพาะผ้าแพรเป็นผ้าจากจีนมีทั้งชนิดมีสีพื้นและชนิดมีลายในตัว เช่น ลายดอกพุดตาน และที่นำมาปักลายด้วยไหมเป็นลายดอกไม้ ซึ่งนำมาใช้เป็นผ้าสไบของชายและหญิง ใช้เป็นผ้าห่ม ส่วนผ้าพิมพ์ลายที่ใช้กันในหมู่ชาวภาคใต้นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คาดว่าคงใช้กันในพวกขุนนางและคหบดี สนนราคาขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อผ้าและสีสันลวดลาย ยกเว้นผ้าเขียนลายทองเท่านั้นที่ใช้ได้เฉพาะแต่พระเจ้าแผ่นดิน พระมเหสี เจ้าฟ้าและพระองค์เจ้าเท่านั้น
การนุ่งห่มผ้าของผู้ชายมักสวมเสื้อคอกลมผ่าหน้า สีขาว แขนยาว ติดกระดุม บางทีก็ไม่สวมเสื้อ ส่วนหญิงในชนชั้นสูงมักห่มผ้าพาดเฉียงหรือใช้ผ้าสไบ หรือสวมเสื้อห่มสไบทับเมื่อออกไปงานข้างนอกบ้าน หรือไปวัด หากอยู่ในบ้านมักใช้ผ้าแถบรัดอกไว้
(ภาพ หูก ทอผ้าทางภาคใต้ - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช)
วิวัฒนการการใช้ผ้าในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เริ่มมีภาพที่ชัดเจนของการแต่งกายและการใช้ผ้าของชาวภาคใต้ โดยมีหลักฐานชัดเจนจากวรรณกรรมที่ถุกเขียนเอาไว้บ้าง ภาพผนังอุโบสถบ้าง จากเพลงบอก เพลงร้องเรือ เพลงร้องกล่อมเด็ก เป็นต้น จนมามีบันทึกเป็นเอกสารทางราชการจึงปรากฎภาพการแต่งกายของผู้คนในภาคใต้ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงวางระเบียบให้ข้าราชการสวมเสื้อชั้นใน เสื้อนอก มีผ้าผูกคอ นุ่งโจงกระเบน ด้วยผ้าม่วงแทนผ้าสมปัก โปรดให้ใส่รองเท้า ถุงเท้า สวมหมวก ทั้งทรงดัดแปลงเสื้อราชปะแตนจากเสื้อของพวกฝรั่งหลังจากเสด็จประพาสอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๕ โดยเจ้านายสตรีฝ่ายในและบรรดาสตรีในเมืองหลวงก็นิยมใส่เสื้อแขนยาว ชายเสื้อยาวเพียงบั้นเอว ห่มผ้าแพรสไบเฉียงบ่าทับเสื้อ สวมรองเท้าทับถุงเท้าที่หุ้มตลอดน่อง ทรงผมเปลี่ยนจากทรงปีกเป็นทรงดอกกระทุ่ม และมีการดัดแปลงเสื้อเป็นผ้าลูกไม้ เปลี่ยนจากสไบเฉียงเป็นสไบแพรทับเสื้อ และนุ่งโจงกระเบน เป็นตัวอย่างลักษณะการแต่งกายนุ่งห่มของชาวเมืองหลวง ซึ่งแบบอย่างให้แก่เจ้าเมืองและขุนนางทุกภูมิภาคได้แต่งกายตาม
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เครื่องแต่งกายทั้งเจ้านายและสามัญชนยังคงเป็นตามประเพณีนิยมที่สืบทอดต่อมาจากรัชกาลที่ ๕ และเมื่อเจ้านายและบุตรหลานของขุนนางชั้นสูงเริ่มจบการศึกษาจากประเทศยุโรป เครื่องแต่งกายจึงเริ่มมีวิวัฒนาการประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยจนกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ได้แก่ ผู้ชายนิยมนุ่งกางเกงและสวมเสื้ออย่างชาวตะวันตก ส่วนผู้หญิงยังคงนุ่งผ้าโจงกระเบนหรือผ้าจีบหน้านาง ห่มสไบ แต่ใส่เสื้อลูกไม้แขนยาวทรงกระบอก หรือทรงขาหมูแฮม และใช้สไบพาดทับอีกชั้น สำหรับผ้าที่ใช้มีทั้งผ้ายกดิ้น ผ้ายกไหม ผ้าลาย ผ้าลูกไม้และผ้าต่างๆ ที่นำเข้ามาจากตะวันตกกันมากขึ้น
สำหรับข้าราชการมักนุ่งด้วยผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน สวมรองเท้า บ้างก็มีการสวมกางเกงกันบ้างแล้ว ส่วนสามัญชนนิยมนุ่งกางเกงแพร หรือนุ่งผ้าม่วง ผ้าพื้นบ้าง อาจสวมรองเท้าหรือไม่สวม ไว้ผมยาวแต่จัดเก็บให้ดูสุภาพ ผู้หญิงเมื่อไม่ได้ออกนอกบ้านก็มักจะนุ่งโจงกระเบน มีผ้าคาดอกหรือไม่ก็สวมเสื้อ การใช้ผ้าสไบมีน้อยลง ผมทรงดอกกระทุ่ม จนต่อมาเกิดเป็นพระราชประเพณีนิยมที่มีพระราชประสงค์ให้ “...นุ่งซิ่น ฟันขาว เกล้ามวย...”โดยให้สตรีไว้ผมยาวแล้วเกล้ามวยผม และนุ่งผ้าซิ่นแทนการนุ่งโจงกระเบน ไว้ฟันสีขาว ประกอบกับความนิยมในการกินหมากลดลง ยังมีการดัดผมและไว้ผมทรงบ๊อบ ซึ่งรับเอาแบบอย่างมาจากชาติตะวันตก และยังมีผมทรงซิงเกิ้ลและทรงอิตันคร้อพ
เสื้อที่สวมเป็นแบบหลวมๆ แขนสั้นหรือแขนยาว สีขาวหรือลายดอกไม้ นิยมการสวมสายสร้อย อาจมีสร้อยไข่มุกสวมทับหลายเส้นที่คอ และมีผ้าคาดศรีษะ ซึ่งเป็นการแต่งกายของสตรีชาวเมือง ส่วนสตรีในชนบทก็ยังคงนุ่งผ้าโจงกระเบนตามแบบเดิม มีผ้าคาดอกหรือผ้าแถบปิดถันทั้งสองไว้ หากมีเสื้อก็เป็นเสื้อคอกลมหรือคอกระเช้า โดยผู้ชายมักนุ่งกางเกงและสวมเสื้ออย่างชาวตะวันตกกันมากขึ้น
(ภาพ การแต่งกายในขบวน "มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ" วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปี ๒๕๕๖)
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ การแต่งกายยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ (พ.ศ. ๒๔๗๕) จึงได้มีประกาศให้ข้าราชการยกเลิกการนุ่งผ้าม่วง ให้มานุ่งกางเกงตามแบบชาติตะวันตก ส่วนสตรีนิยมสวมเสื้อไม่มีแขน ตัวเสื้อหลวมยาวลงมาพ้นบั้นเอว ซึ่งเป็นผ้าที่นำมาจากชาติตะวันตก และไว้ผมสั้น ดัดผมลอน
ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ ๘) ได้มีนโยบายสร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจอย่างชาติตะวันตก ส่งผลให้มีผลมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายของคนไทยครั้งใหญ่ เช่น การเลิกกินหมาก บุรุษและสตรีต้องสวมหมวกเมื่อออกนอกบ้าน บุรุษในเมืองสวมเสื้อมีแขน คอเปิดและคอปิด ถ้าอยู่ในชนบทนอกเขตเมืองสวมเสื้อทรงกระบอกแบบไทยมีแขนยาว มีกระเป๋าเสื้อ เป็นเสื้อแบบคอตั้งกลัดกระดุม ๕ เม็ด สวมกางเกงแบบสากล สตรีทั้งในเขตและนอกเขตเมืองต้องสวมเสื้อแบบใดก็ได้แต่ต้องให้ปิดคลุมไหล่ ให้นุ่งผ้าถุง ผ้าซิ่น และกระโปรงแทนการนุ่งโจงกระเบนตามแบบเดิม ทั้งชายและหญิงต้องสวมรองเท้า จนเมื่อจอมพล ป. หมดอำนาจลง คำสั่งการสมหมวกดังกล่าวจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมอีกต่อไป เช่น การสวมหมวก ยกเว้นแต่เครื่องแต่งกายตามแบบต่างๆ ที่ยังคงได้รับความนิยมและมีการพัฒนารูปแบบเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
การแต่งกายของผู้คนในภาคใต้ของไทยในยุคสมัยต่างๆ มักจะล้อตามประเพณีนิยมเช่นเดียวกับส่วนกลาง โดยเฉพาะการแต่งกายของเจ้าเมือง ขุนนาง ข้าราชการ พ่อค้าคหบดี ตลอดทั้งภรรยาและบุตรมักแต่งกายตามแบบบุรุษและสตรีในเมืองหลวง โดยการแต่งกายของผู้คนกลุ่มนี้มักเป็นแบบอย่างต่อมาให้แก่ราษฎรในชนบทได้ซื้อหาและทำตาม เช่น บุรุษก็แต่งกายด้วยเครื่องแบบทั้งเสื้อและกางเกงแบบสากลเวลาไปทำงานทำธุระต่างๆ เมื่อเดินทางไปในเมือง ส่วนสตรีก็เลิกนุ่งผ้าโจงกระเบนเมื่อออกนอกนอกบ้าน เปลี่ยนมาสวมเสื้อและนุ่งผ้าถุง หรือสวมกระโปรงตามแบบตะวันตกนิยม
(ภาพ การแต่งกายของหญิงชาวบ้านในขบวน "มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ" วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปี ๒๕๕๖)
การใช้ผ้าในสามัญชนในภาคใต้ทั้งชายและหญิงในยุคสมัยก่อนมักนุ่งผ้าโจงกระเบน ซึ่งทอจากผ้าฝ้ายทอขึ้นเองจากวัสดุในท้องถิ่น ได้แก่ ผ้าทอสีพื้น ผ้าตาตาราง ผ้าเก้ากี่ (ผ้าตาสมุก) แต่ผ้านุ่งมักสกปรกง่ายจึงนิยมใช้เป็นผ้าย้อมสีดำ ผู้ชายทั้งหนุ่มและแก่เมื่ออยู่บ้านมักนุ่งผ้า “เลื้อยชาย” คือการนุ่งผ้าขาวม้าหรือผ้าซักอาบที่ทอขึ้นเองเป็นผ้าผืนยาว เวลานุ่งก็นำชายทั้งสองด้านมาคาดเอวแล้วขมวดรัดที่สะดือ เรียกเป็นภาษาใต้ว่า “เกี่ยวคอไก่” ปล่อยชายผ้าทั้งสองด้าน แต่ไม่นิยมสวมเสื้อเพราะผ้ายังมีราคาแพง แต่ใช้ประโยชน์จากผ้าขาวม้าที่พาดบ่าเพื่อใช้ปัดพัดวีในยามอากาศร้อน เป็นต้น ในเวลาต่อมาคนหนุ่มจนถึงวัยกลางคนมักจะเปลี่ยนมานุ่งผ้าตาตารางสำหรับอยู่กับบ้าน (บางท้องที่ก็เรียกว่า ผ้าตาตะเกียงใหญ่ หรือผ้าลูกหมู หรือผ้าลูกหมูไส้อ่อน) หรือนุ่งเวลาไปทำงานและเดินทาง ซึ่งมีลักษณะคล้ายผ้าโสร่ง เวลาไปทำบุญหรือเที่ยวงานวัดก็มักนุ่งผ้าโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อ แต่ถ้าหากมีผ้าขาวม้าพาดบ่า หรือคล้องสะพายเฉียงก็ดูดีมากแล้ว
ส่วนผู้หญิงสามัญชนกลุ่มไทยพุทธในภาคใต้ก็มักจะนุ่งผ้าโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อ แต่มีผ้ารัดอก ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองที่ทอขึ้นเองสำหรับพันรอบอก หากเป็นหญิงที่เริ่มโตเป็นสาวจนถึงวัยออกเรือน มักนุ่งผ้าถุง และใช้ผ้าซีกหรือผ้าแถบพาดคล้องคอ เรียกว่า “ฉ้อคอ” มีชายผ้าทั้งสองข้างพาดไขว้กันเพื่อปิดถันทั้งสองข้างไว้แบบชุดตะเบงมาน ด้วยการผูกชายผ้าซีกทั้งสองข้างเป็นเงื่อนที่ต้นคอ แต่หากไปทำบุญที่วัดก็ใช้วิธีห่มแบบรัดอก มีเข็มกลัดติดผ้ากันไม่ให้ผ้าหลุด และมี “ผ้าคลุมดอง” เป็นผ้าสไบคลุมหลังทั้งผืนเป็นผ้าบางๆ เป็นลายดอกสวยงาม ชายผ้าทั้งสองข้างห้อยข้างหน้าอกหรือข้างแขนทั้งสองข้าง
ส่ำหรับหญิงที่ออกเรือนไปแล้วและผู้ที่มีอายุมากขึ้นมักใช้ผ้ารัดอกพันรอบหน้าอกปิดถันทั้งสองข้าง นิยมใช้เป็นผ้าแพรจากจีน เป็นผ้าชั้นดีหายาก มีราคาแพงขึ้นมา ส่วนหญิงชรานิยมนุ่งผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าพื้น และไม่สวมเสื้อเมื่ออยู่กับบ้าน ยกเว้นเมื่อไปทำบุญที่วัดหรือเข้าที่ชุมชนมักใช้ผ้ารัดอก จนต่อมาจึงมีวิวัฒนาการของเสื้อแบบต่างๆ เช่น เสื้อคอปาด คอห้าเหลี่ยม คอแหลม คอกลม เสื้อเข้ารูป เสื้อมีจีบมีระบายที่เอว เสื้อปล่อยคลุมสะโพก แขนสั้นหรือแขนยาวตามแต่สะดวก สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้ผ้าเพื่อความสวยงามมากกว่าเพื่อปกปิดร่างกายเพียงอย่างเดียวกันมากขึ้น ประกอบกับการผลิตผ้าจากวัสดุต่างๆ ที่หาง่ายมีมากขึ้น และอาจมีโรงงานทอผ้าในเมืองไทยมากขึ้นด้วย
ส่วนผ้านุ่งที่เป็นผ้าถุงก็เป็นผ้ายกที่ทอกันได้เองในท้องถิ่นก็ทำให้มีการใช้ผ้าหลากหลายกันมากขึ้นตามแต่ละ เช่น ผ้าทอเกาะยอ ผ้าทอนาหมื่นศรี ผ้ายกเมืองนคร ทั้งลายราชวัตร ลายลูกแก้ว ลายดอกพิกุล ลายตาสมุก ลายหางกระรอก เป็นต้น ในเวลาต่อมาก็มี “ผ้าปาเต๊ะ” เข้ามาขายอย่างแพร่หลายจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย หญิงไทยภาคใต้ก็นิยมสวมผ้าดังกล่าวนี้ใช้เป็นผ้านุ่งกันมากขึ้น แต่หญิงในวัยชรายังนิยมใช้ผ้าทอพื้นเมืองที่เป็นผ้าทอลวดลายต่างๆ และผ้าพื้นกันอยู่ บางทีก็ใช้ผ้าพิมพ์ลายไทยที่ได้จากโรงงานทอผ้าจากกรุงเทพฯ สวมกับเสื้อป่านสีขาว หรือผ้าลูกไม้สีขาวคอกลมผ่าหน้าติดกระดุม ๕ เม็ด แขนสามส่วน และมีผ้าสไบเฉียงบ่าเมื่อไปทำบุญตามวัด
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดการใช้ผ้าอีกมากมาย เช่น สีผ้าที่ใช้ระหว่างผ้านุ่งกับเสื้อต้องไม่เป็นสีที่ตัดกัน อาจใช้เสื้อผ้าสีต่างๆ ตามวันเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อตามแบบไทยพุทธ เช่นเดียวกับที่มีผ้ากราบพระ ผ้าพระบฏ ผ้าไหว้ ผ้าตั้ง ผ้าห่อขันหมาก ผ้าขอขมา ไปจนถึงผ้าที่ใช้ในชีวิตประชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าเช็ดปาก ผ้าเช็ดหน้า ผ้าห่อสำหรับห่อสิ่งของมีค่าหรือห่อข้าวของเวลาเดินทาง เป็นต้น ซึ่งผ้าเหล่านี้มักมีลวดลายแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมและผสมเข้ากับความเชื่อทางศาสนาร่วมด้วย
(ภาพ ผ้าพระบฏที่ทอขึ้นเองของชาวบ้านมาแห่ร่วมในขบวน "มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ" วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปี ๒๕๕๖)
................................
รณรงค์หมวกกันน็อคและวินัยจราจร (ทำกันคนละที..มีแต่ตายกับตาย)
(ภาพ ป้ายประกาศจับคนทำความดี รอบที่ 1 เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างและมอบรางวัล)
(ภาพ การรณรงค์สวมใส่หมวกันน็อคระยะที่ 2 ในการประกาศจับเพื่อมอบรางวัลแก่คนทำดี
ซึ่งตั้งอยู่ตามจุดสำคัญๆ ของเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช)
ภาพครอบครัวนี้ถูกขึ้นข้อความ "ประกาศจับ" โดยถูกถ่ายภาพติดป้ายไวนิลติดไว้ทั่วทั้งเมืองนครศรีธรรมราชและที่ที่หน้าโรงพัก (ตร.ภ.นครศรีธรรมราช) สร้างความฮือฮา กล่าวขานกันไปทั่วเมืองนครฯ และมีสื่อมวลชนมาทำข่าวเผยแพร่เป็นข่าวดังไปทั่วทั้งประเทศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
และที่ด้านล่างของป้ายระบุข้อความว่า
"คุณเป็นใคร แสดงตัวด่วน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเจอบุคคลในภาพให้จับและนำตัวมาที่สถานีตำรวจเพื่อรับ รางวัลและประกาศนียบัตร ด้วยความปรารถนาดีจากศูนย์จราจรสถานีตำรวจเมืองนครศรีธรรมราช"
กล่าวกันว่า เป็นการประกาศจับผู้ที่กระทำความดีครั้งแรกของโลก เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งนโยบายของทางตำรวจโดย พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ต้องการใช้ “แรงบวก” หรือแรงเสริมในการรณรงค์วินัยทางการจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุและความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจาก การใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเรื่องวินัยจราจร ในเรื่องของการสวมหมวกนิรภัย และครอบครัวดังกล่าวที่ถูกประกาศจับนั้น ก็เพราะเป็นครอบครัวตัวอย่างที่สวมหมวกนิรภัย ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนักที่จะเห็นภาพทุกคนนั่งรถพ่วงข้ายโดยสวมใส่หมวกกันน็อคกันทั้งครอบครัว ต่อมาครอบครัวที่ถูกประกาศจับก็ไปรับรางวัลและมีการติดประกาศให้ทราบกันทั่วเมืองเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ถูกประกาศจับ
(ภาพ เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชในวันนี้มีแต่คนสวมใส่หมวกกันน็อค)
(ภาพ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่สวมใส่หมวกกันน็อค)
ที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีการขู่ จับ ปรับ เพื่อให้ชาวนครศรีธรรมราชได้มีวินัยการจราจร รวมทั้งการตั้งด่านตรวจตามจุดตรวจต่างๆ แม้ในเดือนถัดมาจะถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าก็ตาม
การกวดขันจับกุมในยามค่ำคืนนั้น แอลกอฮอล์อย่างหนักแทบทุกคืน ทำให้ลูกค้า และนักท่องเที่ยวลดลง เนื่องจากไม่กล้าออกมาเที่ยวดื่มกินในยามค่ำคืน ส่งผลกระทบไปถึงจำนวนลูกค้าในร้านอาหาร ภัตราคาร ผับบาร์ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ร้านน้ำชา (หมายถึง ร้านกาแฟ-ไม่มีการขายสุรา) จนเกิดการประท้วงกันไปมาระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนการกวดขันวินัยจราจรของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกับฝ่ายชมรมผู้ประกอบการร้านค้าซึ่งเห็นว่า....กวดขันกันอย่างอย่างไม่ดูตามม้าตาเรือจนกระทบการค้าการขาย
จนกลายเป็น “ม้อบชนม้อบ” เข้าร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชมาแล้ว
เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาว่า ถ้าหากเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการด้านกฎหมายอย่างเคร่งครัดเกินไปก็ทำให้บรรยากาศบ้านเมืองตึงเครียด แต่ถ้าหากหละหลวม ปล่อยปะละเลยก็สร้างผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเช่นเดียวกัน
แต่ถ้าหากประชาชนมีนิสัย “รักตัวกลัวตาย” มีวินัยจราจรดีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็คงไม่ต้องตรวจหรือกวดขัน จะได้ไปทำหน้าที่อื่น
เช่นเดียวกันกับโรงพยาบาลก็ไม่ต้องมีผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรที่สามารถประหยัดได้ เพียงการมีวินัยจราจร เคารพกฎหมาย มีน้ำใจในการใช้รถใช้ถนน ฯลฯ
(ภาพ สวมแต่แม่ - ยังขาดก็แต่หมวกกันน็อคสำหรับหนูน้อยใส่ก่อนไปโรงเรียนยามเช้า)
แต่เหตุการณ์ดูจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการใช้รถใช้ถนนของ จ.นครศรีธรรมราชที่มีการเก็บข้อมูลไว้ 6 ปีพบว่า ปี 2546 เสียชีวิต 240 ราย ปี 2547 เสียชีวิต 264 ราย ปี 2548 เสียชีวิต 247 ราย ปี 2549 เสียชีวิต 254 ราย ปี 2550 เสียชีวิต 213 ราย ปี 2551 เสียชีวิต 229 ราย
สถิติกำลังบอกเราว่าที่มีการเก็บข้อมูลไว้นี้ได้มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน เฉลี่ยปีละ 241 ราย ซึ่งจัดว่าสูงและไม่มีทางลดจำนวนลงอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่มีการเข้าไปจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งตัวเลขอาจจะพุ่งไปถึงวันละ 1 ราย
โดยข้อมูลนั้นพบว่า ช่วงอายุของผู้ประสบภัยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 15 – 25 ปี มีสาเหตุจากรถจักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ สาเหตุการเสียชีวิตหลักๆ คือ การบาดเจ็บรุนแรงที่ศรีษะ
แต่จะทำอย่างไรกับการกวดขัน จับ ปรับ การสวมใส่หมวกกันน็อคสำหรับเมืองที่เคย “เผาโรงพัก” เพราะสาเหตุนั้นมาแล้วในปี 2544
ในด้านการดำเนินงานแก้ไขปัญหานี้ พบว่ามีปัญหาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ต่างคนต่างทำ” ไม่มีการร่วมมือกันทำงาน เหมือนเล่นดนตรีกันคนละชิ้น เสมือนไม่ได้เล่นเป็นเพลงเดียวกัน
(ภาพ ด่านตรวจในยามกลางคืนกวดขันเรื่องหมวกกันน็อคและสิ่งผิดกฎหมาย ที่นี่พบได้บ่อยมากขึ้น)
(ภาพ แต่...ตำรวจ 2 นายนี้มักจะมาแอบดักรอจับกุมผู้กระทำผิด หรือทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ประจำ..?)
ในปีถัดมาก็ได้มีการร่วมมือกันทุกภาคส่วนจัดตั้งภาคีเครือข่ายความปลอดภัยจากการใช้รถใช้ถนนของ จ.นครศรีธรรมราชขึ้น ได้แก่ สถานีตำรวจ โรงพยาบาล สถานศึกษา ส่วนราชการต่างๆ ห้างร้านเอกชน ฯลฯ เข้ามาร่วมกันรณรงค์ตามบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น การจับปรับแต่แจกหมวกกันน็อคแทน ฯลฯ
ส่งผลให้ใน 2 ปีถัดมามีผู้เสียชีวิตลดลง โดยในปี 2552 เสียชีวิต 177 ราย ปี 2553 เสียชีวิต 157 ราย
สถิติการเสียชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วก็เกิด “อุบัติเหตุ” กับภาคีเครือข่ายฯ เสียเอง นั่นคือ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการกำกับนโยบายนี้ คือ นายตำราวจระดับสูงได้รับคำสั่งย้ายออกจากพื้นที่ไปรับราชการยังจังหวัดอื่น จึงไม่มีการกวดขันด้านการจับปรับผู้ไม่ขับขี่รถจักรยานนยนต์ที่ไม่สวมใส่หมวกกันน็อค จึงส่งผลให้ปี 2554 มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 223 รายเช่นเดียวกับสถิติในปี 2546 – 2551
ผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปีต่อๆ มา คือ 2555 และครึ่งปีแรกของปี 2556 นี้ตัวเลขสถิติการตายลดลงไปอยู่ที่ 100 กว่าคนเช่นเดิมแล้ว
ซึ่งเกิดจากการที่ผู้กำกับนโยบายตั้งแต่ระดับจังหวัด ลงมาถึงผู้ปฏิบัติงานของภาคีเครือข่ายฯ ได้ร่วมมือร่วมใจกันเอาจริงเอาจังกันอีกครั้ง
(ภาพ อุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนพบได้ตลอดเวลา)
(ภาพ รถพยาบาลจากโรงพยาบาลต่างอำเภอมาส่งผู้ป่วยอุบัติเหตุจราจรที่โรงพยาบาลมหาราชฯ มีไม่เว้นในแต่ละวัน)
แพทย์เวรอุบัติเหตุซึ่งเกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรงได้เล่าถึง "ปัจจัยความสำเร็จ" ที่สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้นั้น ปัจจัยหลักๆ อยู่ที่
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า การรณรงค์และการใช้นโยบายนี้ ภาคีเครือข่ายโรงเรียนมัธยมศึกษา (นักเรียนระดับมัธยมศึกษา) เป็นประชากรกลุ่มเป้าหมายสำคัญเป็นภาคส่วนที่ทำงานยากและได้ผลน้อยที่สุด เนื่องจากกลุ่มช่วงอายุวัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงความปลอดภัย มักเน้นความสะดวกรวดเร็ว จนกลายเป็นความประมาท สาเหตุดังกล่าวนี้จึงทำให้ช่วงวัยนี้ประสบอุบัติเหตุมากกว่าช่วงอายุอื่น
การกวดขัน จับ ปรับ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร แม้จะได้ผลในระดับหนึ่ง ก็ไม่สำคัญเท่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยในการขับขี่ยวดยานอย่างปลอดภัย หรือใช้รถใช้ถนนโดยตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นความสำคัญเรื่องแรกสุด
การสร้างแรงกระตุ้นเพื่อปรับเปลี่ยนนิสัยความปลอดภัยต้องทำอย่างต่อเนื่องต่อไป และฝังรากลึกในเยาวชนรุ่นใหม่ และให้คนรุ่นใหม่ช่วยกวดขันผู้ปกครองให้ตระหนักและปฏิบัติถึงความปลอดภัยด้านการจราจร เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ เราคาดหวังว่า...จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรลดจำนวนลง สถิติคงไม่ถึงกับเป็น “ศูนย์” (0) จากข้อสังเกตนี้ จึงเหมือนว่า.....
แต่ถ้าหากเราแก้ปัญหาเรื่องวินัยจราจรกันคนละที ก็เหมือนเล่นดนตรีกันคนละวง และมีแต่ทำให้ "คนตาย" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งข้อมูลการดำนเนินงานของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่นำมาเล่านี้ ก็ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ที่ดีเพื่อจะได้เป็น "ความปลอดภัยแก่ชีวิต......และทรัพย์สินของประชาชน" ให้แก่พื้นที่อื่นๆ ได้
.......................................
|
“อภิปัญญา” การรู้คิด (MetaCognition) หลักสูตรเรียนไปไม่ลอก-โตไปไม่โกง
เวลาที่เราๆ ท่านๆ ไปสอนหนังสือหรือไปเป็นวิทยากรใดๆ ก็ตาม เรามักพบว่า ผู้เรียนของเราเรียนแล้วไม่จำ-ไม่เข้าถึงแก่นขิงวิชาความรู้ที่เราสอนนั้น สอนวันนี้-พอถึงวีนรุ่งขึ้น ปรากฎว่า ลืมกันเป็นส่วนใหญ่ ทักษะ (skill) ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหากผู้เรียนไม่เข้าใจความรู้ที่เป็นพื้นฐานหรือแก่นสาระนั้นแล้ว ก็ยากที่จะทำให้ผู้เรียนไปต่อยอดความรู้นั้นเพื่อให้เกิดเป็นปัญญาได้
เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนไทยทุกวันนี้ ที่เรียนเพื่อสอบเอาคะแนน ไม่ได้เรียนเพื่อรู้ เพื่อต่อยอดปัญญาอย่างแท้จริง
ทำให้ผู้สอนหนักใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาความรู้ที่ต้องการให้เป็นทักษะติดตัวไปตลอดชีวิต เช่น กรณีที่ผู้เขียน (จขบ.) สอนอยู่คือ นักศึกษาพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ นักศึกษาหลักสูตรผู้ช่วยเจ้าหน้าที่รังสี หรือที่เป็นวิทยากรรับเชิญ ล้วนก็พบปัญหาลักษณะคล้ายๆ กัน
ความรู้ที่ก่อให้เกิดการจดและจำ จนเกิดเป็นปัญญาระดับสูงสุดของการเรียนรู้นั้นมีอยู่จริง เราเรียกว่า "อภิปัญญา" หรือ การรู้คิด (MetaCognition)
มีผู้เขียนถึงเรื่อง "อภิปัญญา" หรือ การรู้คิด (MetaCognition) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ของมนุษย์ (ที่เรียบเรียงเป็นภาษาไทย) เอาไว้ไม่มากนัก และเมื่อค้นหาเอกสารเหล่านั้น ดูๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ยากเกินเข้าใจ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นเรื่องที่คนเราที่มีความรู้ในระดับหนึ่งที่พอจะทำความเข้าใจได้ โดยไม่ต้องถึงกับเป็นปัญญาชน หรือผู้นำทางจิตวิญญาณในหมู่ชน
มีคนบอกว่า “อภิปัญญา" หรือ การรู้คิด (Metacognition) คือ การควบคุมและประเมินความคิดตนเองความสามารถของบุคคลที่ได้รับการพัฒนา เพื่อควบคุมกำกับกระบวนการทางปัญญาและกระบวนการคิด ให้มีความตระหนักในงานและสามารถใช้ยุทธวิธีทำงานจนสำเร็จอย่างสมบูรณ์ องค์ประกอบของอภิปัญญา แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบคือการตระหนักรู้ (Awareness) และความสามารถในการควบคุมตัวเอง (Self-Regulation)”
ยิ่งทำให้เข้าใจยากเข้าไปอีก
บ้างก็ได้แยกแยะออกจากกันว่า Metacognitive หมายถึง ความรู้ส่วนตัวของแต่ละคนต่อสิ่งที่ได้เรียนรู้หรือส่งที่ตนรู้ (Knowing) แตกต่างจาก Cognitive ซึ่งหมายถึง การรู้คิด หรือปัญญาที่เกิดจากจากเรียนรู้อะไรก็ตามด้วยความเข้าใจ (John Flavell, 1979)
แต่ถ้าเราๆ ท่านๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่กับพัฒนาการเรียนรู้ของลูก เด็ก หรือนักเรียนนักศึกษา และศึกษาลักษณะการคิดของตัวเราเองด้วยแล้ว ก็จะยิ่งสังเกตเห็น”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” ได้อย่างใกล้ตัวมากที่สุด
”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” นั้น เป็นกระบวนการคิดของคนๆ หนึ่งที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นการรู้จักคิดวิเคราะห์ จัดระบบคิดของตนเอง มีแหล่งเสาะหาข้อมูลเพื่อนำมาประมวลประกอบการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ซึ่งกระบวนการคิดแบบนี้มีอยู่ในทุกเพศทุกวัย แต่ทว่า นับวันจะยิ่งน้อยลงๆ ในสังคมไทย โดยดูจากผลลัพธ์จากระบบการศึกษา
นอกจากนี้ ”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” ยังเป็นการศึกษาค้นคว้าให้รู้ถึงเหตุผลของการตัดสินใจว่าเหตุใดคนๆ หนึ่งจึงได้ตัดสินใจทำเช่นนั้น มีอะไรมาดลใจ(เหตุผล)เขามีระบบคิดหรือวิธีคิดอย่างไร ทำไมคนๆ หนึ่ง(บางคน)จึงเลือกที่จะเชื่อในเรื่องของบาปกรรม เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ หรือเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตเช่นนั้น และการที่คนๆหนึ่งเลือกที่จะเชื่อเรื่องบาปกรรม ไสยศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์นั้นก็เป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นได้ทั้งปัจจัยภายในตัวบุคคลที่ ได้มีประสบการณ์หรือการเรียนรู้มาก่อนและเป็นได้ทั้งปัจจัยภายนอกที่เข้ามา มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคนๆ นั้น เช่น พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กย่อมมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของเด็ก เป็นต้น
”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” นั้น จำกัดอยู่กับคนที่หมั่นพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุผลเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัว แสดงว่า
”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” เป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ ซึ่งต้องหมั่นฝึกฝน โดยการศึกษาเรียนรู้ในระบบโรงเรียนก็เป็นพื้นฐานหนึ่งที่ (อาจจะ) ทำให้คนๆ นั้นเกิด ”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” ได้ แต่คนที่ ”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” แล้วนั้นจะไม่หลงเชื่ออะไรที่ไม่มีเหตุมีผล ไม่ทะลุปรุโปร่ง หรือ....รู้แจ้งเห็นจริง
ส่วนใครจะนำไปเทียบกับวิธีการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ กับการวิปัสนากรรมฐานซึ่งเป็นศึกษาค้นคว้าในเรื่อง “จิต” ตามแบบพุทธศาสนานั้นก็ไม่ว่ากัน
มี “ครูที่สอนน้องหมอ” คนหนึ่งมาคุยกับผู้เขียน (จขบ.) ว่า การสอนด้วยวิธีเล็คเชอร์แบบเดิมๆ นั้นทำให้ครู (ที่มีประสบการณ์สูงอย่างท่าน) นั้น เหนื่อยมาก ทั้งๆ ที่พยายามสอนพื้นฐานความรู้เพื่อให้นักศึกษาคิดเองได้ แต่ก็ได้แค่ “จำๆ” มาตอบ ถ้าใครสมองดี มีสมาธิหน่อยก็จำได้มาก และตอบได้มากกว่าคนอื่น แต่ไม่เกิดประโยชน์แก่นักศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเป็นหลักสูตรที่ต้องผลิตบุคลากรที่สำคัญของประเทศ เพราะต้องมีทั้งความรู้ ความเข้าใจ รู้จักไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผล โดยมีคุณธรรมจริยธรรมกำกับตัวเขาไปตลอดชีวิต
ครูท่านนี้ยังบอกว่า ได้ให้เด็กกลับไปอ่านหนังสือ (ทำความเข้าใจ) มาใหม่ หากใคร “ทำความเข้าใจ” ได้ดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือหลายรอบ สิ่งที่นักศึกษาได้ก็จะติดตัว “น้องหมอ” ไปจนตาย ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับ “น้องหมอ” อีกด้วย
การสอนด้วยวิธีการให้โจทย์ปัญหาแก่นักศึกษากลับไปคิดวิเคราะห์แล้วกลับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้มีการเสวนาร่วมกัน (Discussion) ในชั้นเรียนก็เป็นการพัฒนาให้นักศึกษาเกิด “ปัญญา” เพียงแต่นักศึกษายังมีประสบการณ์น้อยอยู่ จึงยังไม่เกิดเป็น “อภิปัญญา” หรือ การรู้คิด ......
โดยผู้เขียนได้ยกเรื่อง “อภิปัญญา” หรือ การรู้คิด เพื่อให้ท่านได้เข้าใจและเข้าถึง และยืนยันว่า ครูคงต้องพยายามต่อไปอีกนิดก็จะถึงเส้นชัยแล้ว และว่า วิธีการสอนในห้องเรียน (หรือในชีวิตประจำวันก็ตาม) ด้วยวิธีการต่างๆ ล้วนเป็น “อุบาย” ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการรู้คิดหรือ “อภิปัญญา” ทั้งสิ้น
แต่ถ้าหากใครสามารถทำได้เหนือการจำ การทำความเข้าใจ โดยมีการใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน จินตนาการ จึงจะถือว่ามี ”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา”
การจะทำให้คนมี ”การรู้คิด” และ “อภิปัญญา” ได้อย่างไรนั้น เราต้องทำความเข้าใจถึงเรื่อง “การเรียนรู้การรู้คิด” ด้วย
การเรียนรู้การรู้คิด (cognitive learning) หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกทางสมอง ประกอบด้วย การรับรู้ การคิดการเข้าใจ การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน การจำ จินตนาการ เป็นต้น
การเรียนรู้การรู้คิด (cognitive learning) เป็นการเรียนรู้ที่ครอบคลุมการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิด (learning about cognition of thinking) การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิด (learning through thinking) และ การคิดเกี่ยวกับการคิดของตน (thinking about thinking) หรืออภิปัญญา (metacognition)
การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดเป็นการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางสมองของบุคคลในการคิดและเรียนรู้เรื่องต่างๆ เช่น การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การแก้ปัญหาซึ่งมักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมทั้งจากภายนอกและภายในตัวบุคคล การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการใช้กระบวนการรู้คิดของผู้เรียนโดยนำความรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนและยังมีความรู้เกี่ยวกับทักษะการคิดอีกจำนวนมากที่ผู้สอนสามารถนำมาสอนและฝึกฝนผู้เรียน เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดเชิงมโนทัศน์ การคิดเชิงระบบการคิดไตร่ตรอง ทั้งนี้ ทักษะกระบวนการคิดต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น
ส่วนการคิดเกี่ยวกับการคิดของตนเป็นความรู้ของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางปัญญาของตนและความสามารถที่จะควบคุมและประเมินการคิดของตนเองการคิดเกี่ยวกับการคิด นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดเป็นการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางสมองของบุคคลในการคิดและเรียนรู้เรื่องต่างๆ เช่น การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การแก้ปัญหาซึ่งมักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมทั้งจากภายนอกและภายในตัวบุคคล การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการใช้กระบวนการรู้คิดของผู้เรียนโดยนำความรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนและยังมีความรู้เกี่ยวกับทักษะการคิดอีกจำนวนมากที่ผู้สอนสามารถนำมาสอนและฝึกฝนผู้เรียน เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดเชิงมโนทัศน์ การคิดเชิงระบบการคิดไตร่ตรอง ทั้งนี้ ทักษะกระบวนการคิดต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น
ส่วนการคิดเกี่ยวกับการคิดของตนเป็นความรู้ของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางปัญญาของตนและความสามารถที่จะควบคุมและประเมินการคิดของตนเองการคิดเกี่ยวกับการคิด นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความรู้ความเข้าใจและความสามารถในเรื่องนี้สามารถช่วยให้ผู้เรียนควบคุม กำกับกระบวนการทางปัญญาของตนได้การพัฒนาความสามารถในการคิดเกี่ยวกับการคิดของตน
“อภิปัญญา-การรู้คิด” (Metacognition) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สอนควรพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีเช่น การให้ผู้เรียนวางแผนงาน และควบคุมกำกับตนเองในการทำงานการให้เขียนอนุทินสะท้อนความคิดและประสบการณ์ต่าง ๆ (Reflection) การให้ประเมินผลงานและประเมินตนเอง เป็นต้น
เรื่อง “การรู้คิด หรือ อภิปัญญา” (Metacognition) จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายทั้งครู อาจารย์ ผู้สอน ผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้ที่ต้องการพัฒนาสติปัญญาของตนเองให้สูงขึ้น จนมี “ความเป็นตัวของตัวเอง” คือ มีความรู้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของเขาเอง และเป็นความรู้ที่ถูกต้อง หรือไม่ก็พัฒนาตนเองอยู่ในสาขาความรู้นั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างถูกครรลองคลองธรรม
ผู้อ่านคงเคยสังเกตเห็นว่า ในแต่ละปี มักมีข่าวเรื่อง “เด็กเก่ง” ทำไมเด็กบางคนถึงเก่งอย่างสมบูรณ์แบบ ก็เพราะเขามีการเรียนรู้ตัวเขาเองเพื่อให้รู้คิด (cognitive learning) รู้จักจัดระบบและควบคุมการเรียนรู้ของตัวเขาเองให้มีประสิทธิภาพนั่นเอง
เด็กนักเรียน นักศึกษาบ้านเราที่ไปเรียนๆ ลอกการบ้าน ลอกข้อสอบกัน จนต้องเอากระดาษมาเย็บปิดหน้าปิดตากันก็เพราะ...
ผู้เรียนเรียนอย่างผิดวิธี ผู้สอนสอนย่างผิดวิธี สถานศึกษาจัดระบบการศึกษาอย่างผิดวิธี ระบบการศึกษาของบ้านเราผิดเพี้ยนมากขึ้นทุกที
แนวคิดที่พร่ำสอนแก่เยาวชนรุ่นใหม่ว่า “โตไปไม่โกง” นั้น ไม่น่าจะจริง เพราะไม่มีอะไรที่ฝึกฝนเด็กอย่างเป็นรูปธรรม หากแต่กลับพบว่า คนบ้านเรา....ยิ่งเรียนสูง ก็ยิ่งเก่งในด้านโกง …!!
“อภิปัญญา-การรู้คิด” ไม่สอนให้คนโกงเก่ง จนได้เป็นรัฐมนตรีอย่างแน่นอน
แต่ “อภิปัญญา-การรู้คิด” เป็นการสอนให้เป็นคนเก่งโดยมีคุณธรรมควบคู่ไปในตัวด้วย สังคมจึงเป็นสังคมที่พึงปรารถนา ไม่วุ่นว้าวุ่นวายเช่นในปัจจุบันนี้
............................
ม็อบบ้านเตาปูน ล้วงลึกก่อนการสลายฯ ..ก่อนนักข่าวสำนักใดๆ
(สี่แยกอำเภอร่อนพิบูลย์ดูคึกคักเพราะรถยนต์ต้องเลี่ยงเข้ามาใช้เส้นทางสำรอง)
(สี่แยกสวนผัก กับด่านสกัดของนาย)
ผลปรากฏว่า เกษตรกรเริ่มกลับมาบวกลบคูณหารกันดูอีกทีก็พบว่า เหมือนถูกรัฐบาลหลอก เพราะรายได้ที่ได้รับการชดเชยและแทรกแซงราคายางนั้นแทบไม่ได้ส่งผลต่อการยกระดับรายได้ให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้าของข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนที่สูงขึ้น
(เขาชุมทอง และใกล้กันนี้คือ ชุมทางรถไฟเขาชุมทอง)
ประกอบกับเมื่อวานนี้ (14 กันยายน) ได้มีตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางและ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลพร้อมคณะ เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการแก้ไขปัญหายางพารากับภาคีเครือ ข่ายเกษตรกรสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดใต้ และองค์กรภาคีเครือข่ายเกษตรกรสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดใต้ โดยมีเกษตรกรเครือข่ายชาวสวนยางที่เดินทางมาจาก 16 จังหวัด เข้าร่วมเป็นสักขีพยานไม่ต่ำกว่า 100 คน ที่ศาลา 100 ปี วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมหารือร่วมกัน เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้มีกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการลงนาม โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ การแก้ปัญหาของรัฐบาลนั้นเป็นการแก้ปัญหา ทำให้มีตัวแทนของเกษตรกรบางส่วนเท่านั้นที่ลงนามร่วมกับตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ต่อมาได้มีกลุ่มชาวสวนยางบางส่วนเดินทางกลับและเริ่มปิดถนนในเขตท้องที่บ้านเตาปูน อ.จุฬาภรณ์ รวมทั้งที่สี่แยกบ้านควนหนองหงษ์ ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะกรณีที่บ้านเตาปูนได้มีชาวบ้านรวมตัวประมาณ 8 - 10 คนเพื่อดักรอรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้จอดแล้วนำมาขวางปิดถนนทั้งฝั่งขาขึ้นและขาล่อง นอกจากนี้ยังมีการนำยางรถยนต์มาจุดไฟเผากลางถนน ตัดต้นไม้มาวางขวางถนน และมีการตั้งเวทีปราศรัยขึ้นด้วย เรา (จขบ.)ได้รับทราบข่าวดังกล่าวตั้งแต่เริ่มมีการลงนามในข้อตกลงนั้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และเริ่มมีการปิดถนนสาย 41 (ถนนเพชรเกษม) ช่วงเลยสี่แยกสวนผักลงไปทางพัทลุง หรือช่วงเลยแยกไปบ้านเขาชุมทองประมาณ 10 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางในช่วงนั้นเป็นอัมพาตตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น. ของเมื่อวานนี้ รุ่งเช้าเรายังคงติดตามสถานการณ์ โดยทราบว่าผู้ชุมนุมยังคงปักหลักปิดถนน เราจึงได้เดินทางไปค้นหาข้อมูลในฐานะ “นักข่าวพลเมือง” โดยเราไปถึงที่จุดที่มีการชุมนุมบ้านเตาปูน อ.จุฬาภรณ์ ในเวลา 10.00 น. การเดินทางเมื่อถึงสี่แยกสวนผัก อ.ร่อนพิบูลย์ ก็พบด่านตรวจของตำรวจอย่างแน่นหนา ตรวจตราสแกนรถราทุกคันที่จะผ่านเส้นทางนั้นลงไปทาง จ.พัทลุง เมื่อเราบอกว่ามีธุระจะต้องใช้เส้นทางนี้เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ อ.หาดใหญ่ แต่ตำรวจยศนายพันคนหนึ่งก็แจ้งให้ไปใช้เส้นทางเลี่ยงและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นหากเดินทางไปข้างหน้า เนื่องจากตั้งแต่เมื่อคืนได้มีการยึดรถบรรทุกไปปิดขวางเส้นทาง เรารู้สึกว่าต้องยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรงนั้นเสียแล้ว จึงตอบกลับไปว่า “ครับๆ...” แต่หารู้ไม่ว่า เราคือผู้ที่มีหน้าที่เป็น “นักข่าวพลเมือง” ที่จะเข้าไปสำรวจตรวจสอบและข้อเท็จจริงมาสู่โลกภายนอก ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่มีนักข่าวผู้ใดที่นำข้อมูลมานำเสนอได้ทุกแง่มุม หรืออาจเป็นเพราะตำรวจปิดถนนเสียเอง จึงเท่ากับทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเหล่านั้นออกมาสู่โลกภายนอก เราบอกแก่ตำรวจนายนั้นว่า “ประเดี๋ยวเราจะไปเลี้ยวรถกลับข้างหน้า” ในขณะที่รถที่ต่อท้ายรถเรานั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย และมีบางคันที่เลี้ยวย้อนหลังกลับไป แต่เราตัดสินใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่า จะเดินหน้าไปหาม็อบเท่านั้น เมื่อเดินทางมุ่งไปข้างหน้าตามสายเอเชีย (41) ก็พบกับความผิกปกติที่มีแต่เพียงความเงียบเหงาบนท้องถนน จนถึงทางบรรจบกับสาย 4013 ที่มาจากบ้านเขาชุมทอง (หรือ สถานีรถไฟเขาชุมทอง) ก็พบว่ามีการตัดกิ่งไม้มาสุมไว้ที่กลางถนน และเมื่อผ่านทางลึกเข้าไปอีกกพบว่ามีร่องรอยการเผายางรถยนต์ที่กลางถนนเป็นระยะๆ และมีกองกิ่งไม้สุมอยู่กลางถนนอีกจุดหนึ่ง และมีรถบรรทุก 18 ล้อจอดขวางทางอยู่ เราจอดรถเข้าไปในร้านค้าริมทาง มีชาวบ้านจับกลุ่มนั่งพุดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ เราเข้าไปแนะนำตัวเองและก็ฟังดูพวกเขาพูดคุยกัน แล้วก็พูดเสริมข้อมูลเพื่อบ่งบอกว่า เราเป็นพวกเดียวกัน (เห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง) เราถามถึงว่า ที่ตรงนี้ใครเป็นแกนนำ ชาวบ้านก็บอกเราไม่ชัดว่าใคร ซึ่งเรารู้มาก่อนแล้วว่า การชุมนุมปิดประท้วงคราวนี้พวกเขาไม่มีผู้นำอย่างคราวก่อน (ม็อบควนหนองหงส์ และบ้านตูล) ที่ม็อบบ้านเตาปูน เราได้ถามหาคนที่ชื่อ“นายเอียด เส้งเอียด” อดีตขุนโจรชื่อดัง และผู้ประสานงานม็อบยางพาราภาคใต้ที่หายไปจากการปลุกม้อบคราวนี้ “ทำไมจึงไม่มีแกนนำ... แล้วเอียด เส้งเอียดไปไหน ทำไมไม่มาร่วมม็อบด้วย?” ชาวบ้านบอกกับเราว่า นายเอียดได้ไปบวชแก้บน ที่วัดควนเถี้ยะ ต.นางหลง อ.ชะอวด หลังจากภารกิจบรรลุเป้าหมายคือม็อบครั้งที่แล้วยุติลงได้โดยไม่มีความสูญเสีย ซึ่งเป็นเจตนาของเขาที่เคยบอกว่าอยากให้การชุมนุมนั้นเป็นไปอย่างสันติ นายเอียดจึงได้บวชเพื่อถวายแด่ในหลวง (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ในการบวชนี้ได้มีราชองครักษ์ในพระองค์เป็นผู้ประทานผ้าไตรให้แก่นายเอียด และมีนายสุชาติ สุวรรณกาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานพิธีโกนผมนาคให้ ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวกับเราอย่างภาคภูมิใจแทน "พระเอียด" ที่เพิงร้านค้า เราให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันถึงข้อดี-ข้อเสียของการมีแกนนำ “แม้พวกเราจะไม่เชื่อมือแกนนำในชุดที่แล้วมาก็ตาม แต่การทำม็อบมันก็ต้องมีผู้ประสานงาน ติดเจรจากันระหว่างกลุ่มชาวสวนยางในพื้นที่อื่นๆ ด้วย” เรากล่าวประโยคนี้ต่อหน้าทุกๆ คน ทุกคนอยู่ในอาการนี่ง.....ไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลแก่เราเพิ่มเติมอีก เพราะหากพูดไปก็จะเป็นการระบุถึงชื่อแกนนำบางคนในชุดที่แล้วที่ไปลงนามรับข้อตกลงกับรัฐบาล แต่ชื่อ “นายเอียด เส้งเอียด” ก็ดูจะรอดตัวไปจากคำครหาว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป เพราะไปอยู่ในสมณเพศเสียก่อนแล้ว สักพักหนึ่งก็มีชายคนหนึ่งพูดสำเนียงภาษาไทยกลางออกมา เราก็ถามไถ่จึงได้รู้ว่า เขาเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษขับรถบรรทุก 18 ล้อคันที่เราเห็นเป็นคันแรกเมื่อเข้ามาในม็อบนี้ “เมื่อเช้านี้เขาเมา.. เราดักให้เขาจอดรถเขาก็คุยไม่รู้เรื่อง จนเราต้องใช้กุญแจมือล็อกแขนไว้ที่พวงมาลัยรถ” คนที่ดูท่าทางเป็นคนเกี่ยวข้องกับม็อบคนหนึ่งบอกกับเรา “เมาอะไร?” ...เราแกล้งซื่อ เขาก็ตอบว่า “ไอ้นี่มันบอกว่า มันเล่นไป 2 เม็ดก่อนออกรถมา” “แต่ตอนนี้เขาคุยรู้เรื่องแล้ว เขาดูเหมือนสายของนายส่งเข้ามา แล้วในตู้คอนเทนเนอร์ก็ไม่รู้ว่ามีอะไร เราให้เขาไปกินข้าว กินขนมจีน ที่โรงครัวก็มีหมูต้ม เรา รวน หมูไปสองสามตัวแล้ว” (รวน หมายถึง ล้มหมูเลี้ยงแขก) เราถามว่า “แล้วขับรถผ่านด่านตรวจที่แยกสวนผักมาได้อย่างไร?” เขาตอบว่า “เมื่อเช้านี้ยังไม่เห็นมีด่านตรวจอะไรเลย ก็ขับมาเฉยๆ เหมือนที่เคยมา และก็เคยมาหลายหนแล้ว แรกๆ ก็เปิดแผนที่ดูเส้นทาง” เราเลยบอกไปว่า บุคลิกของนายเหมือนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกินไป ไม่เหมาะจะมาเป็นคนขับรถ เรามาทราบอีกทีว่าตอนที่ยึดรถคันนี้ นายคนนี้เขาโมโหแล้วก็ซัดโทรศัพท์มือถือของเขาลงกับพื้นถนนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ และเมื่อเขาติดต่อเจ้านายไม่ได้ก็เดือดร้อนที่เขาต้องหาซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ และก็ได้ซื้อจากร้านค้าแถวๆ นั้น ในกลุ่มชาวสวนยางที่เรานั่งล้อมวงคุยกันนั้น เขาบอกถึงความเดือดร้อนเพิ่มเติมจากที่ผิดหวังกับนโยบายช่วยเหลือชาวสวนยางที่เพิ่มออกมานั้นอีกว่า “คือหว่า..ถ้าเขาช่วยเราจริงๆ สัก 80 บาทเราก็อยู่ได้ ถ้าหากว่าราคาสินค้าอื่นมันไม่ได้ขึ้นไปด้วย” ตรงนี้เองทำให้เราคิดถึงส่วนต่างของรายได้กับรายจ่ายที่มันเริ่มเดินไปกันคนละทิศทาง เมื่อเราถามถึงว่า |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)